นายพิน อินฟ้าแสง เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2438 ที่บ้านหน้าวัดมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นบุตรคนเดียวของคุณย่าพงษ์ คุณปู่ผ่อง อินฟ้าแสง คุณปู่เสียเมื่อพ่ออายุได้ 5 ขวบ

ชีวิตในวัยเด็กของพ่อเป็นชีวิตที่ดิ้นรนเพื่อความสนุกสนานท่องเที่ยวไปตามวัดบ้าง บ้านญาติบ้าง พ่อได้ทั้ง ความรัก และได้ทั้ง ไม้เรียว ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน พ่อได้ความรักเพราะเป็นลูกคนเดียวของคุณย่า เป็นหลานคนเดียวของคุณชวด ยิ่งกว่านั้นยังเป็นเด็กคล่องแคล่วน่ารัก ทำให้พี่ป้าน้าอาต่างหลงไหลและตามใจ จะเอาอะไรก็ได้แล้วแต่จะเรียกร้องเอา คุณย่าเล่าว่าพ่อซนอย่างหาตัวจับยาก คอยแต่จะออกไปนอกบ้านเพื่อได้เที่ยวดูอะไร ๆ เล่นอะไร ๆ ตามประสาเด็ก ทำให้คุณย่ากลัวว่าอันตรายจะเกิดกับพ่อ กลัวจะตกน้ำ ตกบ่อ ตกต้นไม้ กลัวรถจะทับ กลัวเด็กโตกว่าจะรังแก กลัวไปสาระพัด คุณย่าจึงวางแผน คือแผนในบ้านคุณย่าได้เหลาไม้เรียว ไว้เป็นกำ ๆ เพื่อว่าต้องการเวลาใดจะได้หยิบได้สะดวก ถ้าเห็นว่าพ่อทำไม่ถูกไม่ควร จะสั่งสอนห้ามปรามอย่างจริงจังและเด็ดขาดถ้าขัดขืนก็ตีเอาเจ็บ ๆ สำหรับแผนนอกบ้านนั้น คุณย่ากำหนดให้พ่อไปเที่ยวไปเล่นได้เฉพาะบ้านป้าบ้านลุง มอบให้ป้าและลุงดูแล เมื่อหลบหนีไปเที่ยวที่อื่นโดยไม่บอก ก็มอบอำนาจให้เฆี่ยนตีได้ทุกครั้งที่ทำผิด อีกแห่งหนึ่งที่คุณย่ายอมให้ไปคือที่วัดมหาธาตุ คุณย่าได้มอบให้ท่านหลวงพ่อท่านหนึ่งกับหลวงตาอีกท่านหนึ่ง เป็นผู้ดูแลความปลอดภัย และสั่งสอนอบรมพ่อทั้งหลวงพ่อและหลวงตาต่างก็ถือ ไม้เรียว ไว้อีกท่านละอันคอยกำหราบ ไม่ว่าจะไปซนที่ไหนพ่อต้องใช้ความคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะรอดสายตาทั้ง 5 คู่นี้ไปได้ ถ้าพลาดพลั้งไปหมายถึงต้องเจอกับไม้เรียว 5 อัน ซึ่งเจ็บไม่ใช่เล่นสำหรับเด็ก 5 ขวบ


ระยะเวลาสำหรับการเรียนในโรงเรียนของพ่อสั้นเพียง ปีครึ่งเท่านั้น พ่อเข้าเรียนเมื่ออายุ 6 ขวบ จบโรงเรียนเมื่ออายุ 7 ขวบครึ่ง เรียกว่าจบชั้นสูงสุดคือชั้นมูลสาม พ่อเรียนเร็วเรียนปีละสองชั้นรวด จำแม่น อ่านสามก๊กได้คล่อง สำหรับเพชรบุรีสมัยโน้นก็เรียนกันได้เพียงแค่อ่านออกเขียนได้เท่านี้ ถ้าอยากเรียนอีกต้องไปเรียนต่อกรุงเทพฯ ถึงจะรักเรียนมากเพียงใดพ่อก็ทิ้งคุณย่าไว้คนเดียวไม่ได้ และคุณย่าก็ไม่ยอมปล่อยให้พ่อไปด้วย


เมื่อคราวคุณย่าพันน้องสาวของคุณย่าพงษ์ พาพ่อไปเฝ้า พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีตามรับสั่งของท่านเมื่อคราวเสด็จประทับอยู่ ณ พระราชวัวบ้านปืนจังหวัดเพชรบุรี คราวนั้นท่านได้ตรัสขอพ่อต่อคุณย่า เพราะชอบใจเห็นว่าพ่อเป็นเด็กหน้าตาสะสวยและคล่องแคล่วว่า ขอหลานชายคนนี้ให้ฉันเถอะจะให้ไปอยู่เป็นเพื่อนกับพ่อเล็ก (ร.6) คุณย่ารู้สึกปราบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ได้ทูลตอบไปว่า ให้ไม่ได้เพราะมีลูกอยู่คนเดียว โอกาสทองสำหรับการศึกษาของพ่อก็หลุดลอยไปเพราะความจำเป็นเป็นเหตุ ชีวิตของพ่อจึงเป็นชีวิตเรียบ ๆ เวลาญาติผู้ใหญ่จะต้องไปงานตามประเพณีไทย เช่น โกนจุก บวชนาค แต่งงาน ทอดกฐิน ก็มักจะพาพ่อไปด้วย เพราะความเห่อหลาน ซึ่งก็นับว่าเป็นโอกาสดี ทำให้พ่อรู้จักคนมาก ได้รู้เห็นกว้างกว่าเด็กในวัยเดียวกัน อาศัยที่เป็นคนซน ไม่อยู่นิ่งและช่างสังเกต เมื่อเห็นผู้ใหญ่ทำงานอะไรก็มักจะเลียนแบบ ได้เห็นเพียงครั้งสองครั้งก็ทำได้ดี เช่น สามารถเย็บกระทงแบบง่าย ๆ สำหรับใส่ขนมชนิดต่าง ๆ ไปจนถึงแบบยาก ๆ จำพวกกระทงเจิมและบายศรีหลาย ๆ แบบจนเป็นที่เลื่องลือว่าสามารถเกินเด็ก


คุณย่าเป็นเจ้าภาพจัดพิธีโกนจุกให้เมื่อพ่ออายุได้ 11 ปี วันนั้นญาติพี่น้องได้มาทำบุญร่วมกันพร้อมทั้งมอบของขวัญให้พ่อ พ่อได้รับของขวัญหลายอย่าง เป็นไร่นาและเงินทองซึ่งพ่อไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก มาตื่นเต้นและหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นวัวตัวหนึ่งเดินลอยหน้าเฉิบ ๆ เข้ามาในบ้าน ผู้จูงวัวคือญาติผู้หนึ่งนำวัวให้พ่อเป็นของขวัญ พ่อชอบเพราะคิดว่ามันเป็นของขวัญแปลกสำหรับพ่อ พ่อใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการอ่านเพื่อศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง วิชาที่สนใจมากคือ ภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์สากล และความรู้ทั่วไป ถ้าเหนื่อยจากการอ่านก็หันไปฝึกงานด้านศิลป สำหรับความรู้ด้านศิลปนี้ก็ได้มาจากการศึกษาด้วยตนเองเช่นเดียวกัน เริ่มหัดเขียนภาพเลียนแบบลายรดน้ำจากตู้พระธรรมบนหอสวดมนต์วัดมหาธาตุ จับงานศิลปด้วยใจรักและสนใจจริง ๆ ไม่มีใครสอน ฝึกหัดเขียนบ่อย ๆ ไม่ช้าก็ทำได้ดี ยังความแปลกใจให้กับผู้พบเห็น คุณย่าเล่าว่าพ่อกินง่ายนอนง่าย กับข้าวที่ชอบกินคือหมูทอดกระเทียมพริกไทย คุณย่าแกล้งทำให้กินเป็นเดือน ๆ พ่อกินกับข้าวซ้ำ ๆ ได้ กินอย่างเดียวไม่เคยบ่นว่าเบื่อเลย พ่อชอบแตะตะกร้อ ชอบกีฬาในร่มทุกชนิด ชอบขี่จักรยานผาดโผนรวดเร็ว มีท่าแปลก ๆ ทำไปด้วยความคึกคะนองของคนเริ่มจะเป็นหนุ่ม ขี่ได้ทุกท่า เช่น นั่ง-ปล่อยมือ, ยืน-ชูมือ สามารถก้มลงเก็บก้อนอิฐหรือก้อนหินบนพื้นถนนขึ้นมาได้ มาคิดได้ทีหลังว่าตนเองบ้าชัด ๆ เสี่ยงกับอันตรายดูไม่เข้าท่าอะไรเลย พ่อตัดสินใจบวชเณรเมื่ออายุ 15 หลังจากที่ได้ปรึกษาหารือคุณย่าแล้ว เพื่อจะได้เรียนหนังสือญาติพี่น้องพระครูบาอาจารย์สนับสนุน เพราะได้เห็นความสามารถในการเรียนมาแล้วคราวเป็นเด็ก เรื่องคุณย่านั้นไม่น่าเป็นห่วง เพราะวัดมหาธาตุอยู่หน้าบ้านแค่นั้นเอง พ่อบวชเณรถึงอายุ 20 แล้วก็บวชพระติดต่อกันไป รวมเวลาที่บวชเรียนทั้งสิ้น 7 ปี กิจวัตรในระหว่างนั้น คือ ศึกษาภาษาบาลี สันสกฤต เขมร พ่อเล่าว่าสามารถเรียนได้ไม่มีความลำบากอะไรเลย พ่อจำได้แม่นยำและใช้เวลาไม่นาน อ่าน 2 – 3 เที่ยวก็จำได้ ต้องมาต่อบทเรียนกับพระอาจารย์ทุกเช้า พ่อทบทวนได้คล่องแคล่วไม่มีติดทั้งอ่านทั้งแปล ได้รับความชมเชยว่าเรียนเก่ง เสียงดี จังหวะจะโคนใช้ได้ ความสามารถอันนี้เป็นบันไดให้พ่อได้มีโอกาสเทศน์คราวต่อไป ขณะนั้นพระอาวุโสที่เทศน์ดี ๆ มีไม่กี่องค์ ท่านมักจะได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์ต่างตำบลไกล ๆ ในคืนวันพระ วันไหนท่านอาพาตไปไม่ได้จะเลือกพ่อให้ไปทำหน้าที่แทนท่าน นั่นเป็นก้าวแรกที่ทำให้ชาวบ้านในตำบลอื่นได้รู้จัก คุณพิน เล่ากันว่าผู้คนติดอกติดใจการเทศน์ ของพ่อนัก ฟังกันสนุกไม่ง่วงนอน เพราะวิธีการเทศน์ไม่เหมือนใคร พ่อเทศน์ปากเปล่าตั้งแต่ต้นจนจบ ถือใบลานไว้เฉย ๆ ไม่ต้องดูตำรา ใช้ภาษาบาลีเป็นหลักเฉพาะหัวใจและตอนสำคัญ ๆ ของเรื่อง แล้วอธิบายเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ด้วยทำนองเทศน์มีการเปลี่ยนทำนองเสียงไปตามอารมณ์ของบุคคลในท้องเรื่อง เป็นต้นว่า เสียงแสดงความเศร้าโศกเสียใจ หรือเสียงแสดงความอาฆาตดุดัน ทำให้คนฟังเกิดอารมณ์ไปตามท้องเรื่องต่อจากนั้นพ่อก็ได้รับนิมนต์ไปเทศน์บ่อย ๆ พ่อได้มีโอกาสเทศน์ที่วัดมหาธาตุด้วย ชาวบ้านที่อยู่ตำบลไกล ๆ พอทราบข่าวว่าวันไหน คุณพิน เทศน์ ก็พากันเดินทางมาทั้งทางบกทางน้ำเพื่อฟังพ่อเทศน์ ทำให้ทางวัดได้เงินติดกันเทศน์เป็นจำนวนมากมาย เมื่อได้ผลดีเช่นนี้พ่อจึงอาสาเทศน์บ่อย ๆ เงินกัณเทศน์ที่เข้าวัดรวมกันมากพอที่จะสร้างวัดมหาธาตุส่วนที่ยังค้างอยู่ให้สำเร็จได้ ท่านเจ้าคุณพ่อจึงได้ใช้เงินจำนวนนี้ไปเพื่อการสร้างวัดอย่างเดียว ผลของบุญคือความยินดี ยินดีที่ได้อุทิศเสียงซึ่งเป็นน้ำพักน้ำแรงของตนเองจนสามารถสร้างวัดเพื่อชุมชนจนสำเร็จได้ พ่อชำนาญเวทีการเทศน์ ทั้งเทศน์เดี่ยว เทศน์คู่ เทศน์ประจำวัน คืนที่ประทับใจพ่อมากคือคืนที่เทศน์มหาชาติตอนชูชก – กัณหาชาลี เพราะได้ยินเสียงคนฟังสอึกสอื้นดังมาจากศาลา พ่อสึกเมื่ออายุ 22 ปี กลับมาใช้ชีวิตเงียบ ๆ อยู่กับคุณย่า อ่านหนังสือที่พ่อสนใจ นอกจากภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์แล้ว ขณะนั้นมีภาษาไทยเพิ่มขึ้นมาอีกวิชาหนึ่ง คุณย่าเล่าว่าพ่อยังไม่ทันสึกก็มีใครมาเสนอแนะคุณย่าให้ไปขอ สาว เพื่อมาเป็นคู่ชีวิตของพ่อ ตัวคุณย่าเองก็ยังไม่เคยคิด ครั้นเมื่อสึกออกมาแล้ว จำนวนผู้โฆษณาคุณภาพของ สาว ก็เพิ่มจำนวนขึ้นอีก พ่อชอบไปวัด เพราะมีโอกาสได้พบผู้ใหญ่ ได้พบพระตามวิสัยของคนชอบมีเพื่อน ชอบถกปัญหา เมื่อกลับมาบ้านก็อ่านหนังสือบ้าง ทำการฝีมือบ้างทำกับข้าวบ้าง แทบไม่น่าเชื่อว่าพ่อสามารถทำงานของผู้หญิงได้ดีกว่าผู้หญิงบางคน ทำอาหารเก่ง ทั้งอาหารไทย อาหารฝรั่ง ทั้งของหวานของคาว และของว่าง มีความสามารถในการจีบขนมทุกประเภท ปั้นสิบ ขนมจีบ กะหรี่ปั๊บ ปั้นเกียวได้ถี่ เรียบเสมอกันและรวดเร็ว พ่อถัง โครเช ลวดลายพิเศษไม่เหมือนใคร เพราะประดิษฐ์ลายขึ้นเอง สมัยพ่อเป็นหนุ่มการใส่เสื้อคอถักลูกไม้กำลังฮิตในหมู่สาว ๆ ชาวเพชร สาว ๆ ก็ชอบมาจ้างพ่อถักเพราะไม่อยากให้คอเสื้อของตัวไปซ้ำลายกับของใคร ลายที่เด่นมากคือลายดอกกุหลาบซึ่งมีกลีบซ้อน ๆ กันเด่นออกมาเหมือนกลีบดอกไม้จริง ลายนี้ราคาแพงที่สุด ลายธรรมดา ๆ ราคาถูกหน่อยผู้จ้างอยากได้ลายอะไรเพียงบอกมาคร่าว ๆ พ่อก็ออกแบบให้ได้ทั้งนั้นและทำได้รวดเร็ว เคยถามพ่อว่า คอเสื้อคอหนึ่งกี่วันเสร็จ พ่อตอบว่ามันแล้วแต่คน คนขี้เหร่มาจ้างวันสองวันก็เสร็จ หน้าตาสวยหน่อยก็หลายวันหน่อย คนไหนสวยเป็นพิเศษก็อาจจะถึงเดือนเป็นการถ่วงเวลาให้เขาต้องมาทวงถามบ่อย ๆ ศิลปินก็เป็นเสียอย่างนี้แหละชอบดูของสวย ๆ งาม ๆ พ่อปักเป็นหลายอย่างปักไทยแบบต่าง ๆ ปักเยอรมันเพื่อใช้เป็นลายหมอนหรือลายประดับ ครั้งหนึ่งคุณย่าเอาผ้าดอกยกทองไปจ้างช่างเขาชุนเพราะตัวกินเป็นรูนิดเดียว เมื่อได้ผ้ากลับมาแล้วก็คลี่ออกดู พ่อเห็นเข้าก็ติว่าไม่สวย ช่างเขาชุนได้อย่างเดียวแต่เขาไม่สามารถจะชุนให้เป็นลวดลายต่อได้สนิทเข้ากับลายเดิมได้ ทำให้มองเห็นว่าดอกส่วนนั้นแหว่งไป พ่อได้เราะออกและจัดการชุนเสียใหม่ เรียบสนิทและเป็นเนื้อเดียวและลายเดียวกับของเดิม พ่อแทงหยวกและแกะเครื่องสดเป็นก็ตอนบวชพระ การสลักหยวกแกะสดนี้เขานิยมใช้เป็นเครื่องประดับในการฌาปนกิจศพ ถึงแม้จะสึกออกมาแล้วก็ยังรับใช้ชาวบ้านอยู่ จนมีชื่อเสียง คนนิยมฝีมือขึ้นในภายหลัง งานศพใครจะใช้เครื่องสดก็ต้องมาหาพ่อ ด้วยเหตุทั้งหลายทั้งปวงนี้เอง พ่อจึงกลายเป็นพ่อหนุ่มเนื้อหอม คุณย่าเองก็มีความรำคาญต่อการโฆษณาชวนเชื่อ จึงเห็นสมควรหาคู่ให้พ่อเสียทีด้วยเห็นว่าบวชเรียนแล้ว อายุอานามก็ 25 นับว่าเป็นผู้ใหญ่พอสมควร คุณย่าจึงเลือกหญิงคนหนึ่งให้เป็นคู่ชีวิตของพ่อ เป็นคนซึ่งไม่มีใครคาดฝันมาก่อนเลย เพราะไม่ได้อยู่ในบัญชีการเสนอแนะ ถ้าเป็นการแทงหวยก็ถูกเขากินเรียบเพราะแทงผิดทุกคน


พ่อได้สมรสกับแม่อ่วนลูกสาวคนโตคนเดียวของ คุณยายอิน คุณตาพร้อม ประเสริฐพันธุ์ เมื่อ พ.ศ. 2462 การที่แม่ได้เป็นเจ้าของพ่อนี้ ไม่ใช่แม่เป็น ม้าตีนปลาย เพราะไม่เคยเข้าสนามแข่งขัน แต่แม่คงจะมีอะไรดีบางอย่างถึงได้ดึงดูดใจคุณย่าได้พ่อมักจะเรียกแม่ว่าคนดีของคุณย่า พ่อ – แม่มีลูกด้วยกัน 6 คน คือ 1. นายอำพน อินฟ้าแสง (ถึงแก่กรรม), 2. น.ส.อำไพ อินฟ้าแสง, 3. เด็กหญิงอำภา อินฟ้าแสง (ถึงแก่กรรม), 4. นายอาภรณ์ อินฟ้าแสง, 5. นายอรพิลัย อินฟ้าแสง (ถึงแก่กรรม), 6. เด็กหญิงไพรัช อินฟ้าแสง (ถึงแก่กรรม)


การที่พ่อกับแม่ได้แต่งงานกันนี้นำความยินดีมาให้คนทั้งบ้าน ทั้งคุณยาย คุณตา และคุณชวดทั้งสอง พ่อมีบ้านสองบ้านคือบ้านคุณยายและบ้านคุณย่า วันไหนพ่อมาบ้านคุณยายคุณชวดทั้งสองจะลงมือทำกับข้าวเอง บางทีท่านก็ขัดคอกันในเรื่องการเลือกอาหาร พ่อเป็นผู้ตัดสินความด้วยวิธีซ้ำ ๆ ว่าพ่อชอบกินอาหารฝีมือของคุณชวดทั้งสอง การมาอยู่บ้านคุณยายช่วยให้พ่อมีโอกาสเรียนรู้วิธีทำดอกไม้แห้งจากคุณชวดเล็ก ความรู้นี้พ่อได้นำไปใช้ในการช่วยงานพิธีต่าง ๆ เช่น งานศพ งานแต่งงาน และงานบวชนาค งานประดิษฐ์ดอกไม้มีพวกอุบะ มาลัย การจัดพานพุ่มต่าง ๆ คุณตาตายหลังจากพ่อแต่งงานได้ปีเดียว คุณยายปรารภว่าไม่มีรูปคุณตาไว้ดูเลย มีอยู่รูปหนึ่งเป็นรูปถ่ายหมู่ในงานบวชญาติ เห็นหน้าคุณตาเป็นจุดเล็ก ๆ เท่าหัวไม้ขีดไฟ ซึ่งมองเห็นได้เพียงครึ่งเดียว เพราะมีใครคนหนึ่งยืนบังอยู่ข้างหน้า พ่อรับอาสาเขียนให้ จากจุดเล็ก ๆ นั่นเอง พ่อได้เขียนรูปคุณตาขยายเป็น 24 นิ้ว มอบให้คุณยายไว้ติดประจำบ้าน แขกไปใครมาก็ทักว่า เขียนได้เหมือนมาก ทำให้พ่อดังในเรื่องเขียนภาพเหมือน ต่อมาก็มีงานเขียนภาพเหมือนมาให้ทำอยู่บ่อย ๆ เมื่อพ่อมีครอบครัวแล้ว พ่อก็เริ่มจับงานเขียนจริงจัง ท่านเจ้าคุณพ่อวัดมหาธาตุได้มอบงานเขียนผนังวิหารวัดมหาธาตุให้พ่อ เมื่อได้ตัดสินใจว่าจะเป็นช่างเขียนแน่จึงได้เข้าพิธีครอบและไหว้ครู ผู้ที่ทำพิธีครอบให้พ่อคือ อาจารย์หวนตาลวันนา ซึ่งเป็นช่างเขียนมีชื่ออยู่ในเมืองเพชรขณะนั้น พ่อเคารพท่านเป็นอาจารย์ เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการเขียนครั้งใดพ่อไปเรียนปรึกษาท่านเสมอ แม่เล่าว่าพ่อเห่อลูกน่าดู วันที่พ่อรู้ว่าแม่มีท้องได้สองเดือน วันนั้นเองพ่อไปหาซื้อไม้มาทำเปลให้ลูกทันทีเปลมีสองขนาด ขนาดสำหรับเด็กเล็กเป็นเปลตั้ง ฐานไม้สัก ส่วนที่เป็นหลักของเปลนั้นเป็นรูปสามเหลี่ยม ฉลุนกลายไทย ขัดมันทาแชลแล็กแล้วดูสวยงามน่าใช้ขนาดสำหรับเด็กโตเป็นเปลแขวน ส่วนที่เป็นขอบเปลแต่งด้วยไม้โมกสีขาวฝั่งลงไปในขอบไม้สักสีเหลือง เป็นตัวหนังสือว่า พ.ศ. 2463 ไม้เรียบดูเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อขัดมันทาแชลแล็กแล้วทำให้เห็นส่วนที่เป็นตัวหนังสือเด่นชัด ส่วนที่เป็นเปลถักด้วยเชือกเกรียวสีขาวตามลวดลายที่พ่อคิดขึ้นเอง เปลทั้งสองนี้ลูกคนต่อ ๆ ไปได้นอนกันทุกคน งานชิ้นต่อไปคืองานออกแบบแปลนเพื่อสร้างพระปรางค์ที่วัดมหาธาตุ เมื่อสร้างแบบเสร็จแล้วท่านเจ้าคุณพ่อได้มอบให้พ่อเป็นผู้ควบคุมดูแลการก่อสร้าง และขณะเดียวกันให้สร้างงานประติมากรรมเพื่อตกแต่งองค์พระปรางค์ไปพร้อม ๆ กัน งานประติมากรรมที่ว่านี้คือ งานปั้นภาพลิงขี่สิงห์ ลิงขี่ยักษ์ เป็นภาพตกแต่งส่วนบนของพระปรางค์ และงานปั้นยักษ์เฝ้าประตูทางขึ้นไปสู่ที่ประดิษฐานพระพุทธบาท ซึ่งเป็นที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุในปัจจุบัน นอกจากเขียนลวดลายไทยแล้ว พ่อชอบเขียนภาพวิวด้วยเหมือนกัน ภาพที่ได้รับรางวัลจากการประกวดประจำปีของจังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี 2475 นั้นชื่อว่า ชาวนาคือกระดูกสันหลังของประเทศ พ.ศ. 2473 – 2476 พ่อไปเขียนภาพรามเกียรติ์ที่วัดพระแก้ว ได้เขียนจดหมายสั้น ๆ มาถึงแม่เสมอ เล่าว่ากินข้าวแกงทุกวัน เพลิดเพลินกับงาน และสั่งแม่ให้เลี้ยงลูกดี ๆ ระวังอย่าให้ล้มลุกคลุกคลาน พ่อมีเรื่องยุ่งกับผู้หญิงไม่ขาดสาย พ่อเล่าว่าไม่ได้หลอกลวงใคร มีแต่บอกว่ามีลูกมีเมียแล้วซึ่งคนก็รู้กันทั้งเมือง และยังบอกให้เธอทั้งหลายรู้ด้วยว่า พ่อไม่มีสิทธิ์ให้ใครเข้าไปอยู่ในบ้าน ไม่มีสิทธิ์ให้เสื้อผ้าเงินทอง ทุกอย่างแล้วแต่แม่ ถึงกระนั้นก็ไม่วาย เรื่องยุ่งทั้งหลายคงเนื่องมาจากบุคลิกที่สะดุดตา ความสามารถหลาย ๆ อย่างของพ่อ และนิสัยซึ่งเป็นธรรมชาติของผู้ชายกระมัง พ่อรับรู้ไว ช่างสังเกต ชอบทดลองของแปลก ๆ ด้วยตนเอง ถ้ามีธุระจะต้องไปต่างจังหวัดจะชอบไปพักโรงแรมมากกว่าบ้านญาติ และมักจะไม่พักโรงแรมซ้ำ ๆ ถ้าโรงแรมไหนเปิดใหม่จะไปทดลองบริการดู เวลานั่งแท็กซี่ก็เหมือนกันไม่ชอบนั่งซ้ำ ๆ ยี่ห้อ ร้านอาหารไหนเปิดใหม่พ่อก็ชอบไปลองเพื่อหาความรู้ เมื่อครั้งมีบริการนั่งเรือบินชมภูมิประเทศเมืองเพชรขึ้นเป็นครั้งแรก พ่อรีบไปจองตั๋วก่อน และไม่กลัวการบินโลดโผนด้วย ทำให้คนขับสนุกสนาน พ่อได้เข้ากรุงเทพอีกเพื่อเขียนภาพลายจีนที่โบสถ์วัดสามพระยา บางขุนพรหม และเขียนภาพลายเครือเถาประดับเสาพระอุโบสถวัดบวรนิเวศน์วิหารบางลำภู เมื่อพ่ออายุ 37 ได้สมัครเรียนวิชาช่างก่อสร้างที่โรงเรียนการก่อสร้างทางไปรษณีย์ ซึ่งเปิดขึ้นเป็นครั้งแรก เรียนอยู่ 3 ปี ก็จบหลักสูตร ได้รับโล่เป็นรางวัลเนื่องจากผลการเรียนดีเยี่ยม คราวนี้พ่อก็สนุกสนานกับวิชาใหม่คือ เลขคณิต พีชคณิต และเรขาคณิต ซึ่งเป็นวิชาหลักของการก่อสร้าง งานที่พ่อทำเวลาว่างจากการเขียนภาพไทย คือการเขียนแบบแปลน เป็นต้นว่า แบบบ้านทรงไทย บ้านสมัยใหม่ แบบเมรุ และแบบศาลาวัด งานสลับแก้เบื่อเพราะทำงานซ้ำนาน ๆ คืองานจักสาน ซึ่งพ่อทำได้ดีทั้งงานหวายงานตอก ของใช้ในบ้านหลายอย่างพ่อทำขึ้นเอง เป็นพวก กระด้ง ตะแกรง กระชอน กระเช้า


ประมาณ พ.ศ. 2489 – 2490 พ่อได้รับหนังสือจากมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เชิญพ่อไปเป็นอาจารย์สอนวิชาจิตรกรรมไทย พ่อรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่มหาวิทยาลัยมองเห็นคุณค่าของพ่อ แต่พ่อก็ตอบปฏิเสธไป เพราะคุณย่าแก่แล้วพ่อจะปล่อยให้อยู่ตามลำพังไม่ได้ แต่พ่อได้แนะนำนายเลิศ พ่วงพระเดช ผู้มีฝีมือทางจิตรกรรมคนหนึ่งของเมืองเพชรไปแทน ในระหว่างนั้นมีผู้มาติดต่อให้พ่อเขียนบ้างปั้นบ้างที่ต่างจังหวัดหลายราย แต่พ่อไม่สามารถจะไปได้อยู่บ้านพ่อไม่ได้อยู่ว่าง อ่านหนังสือ เขียนนวนิยายเรื่องสั้นบ้างยาวบ้างลงในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ไม่ได้เขียนเป็นประจำแต่สมัครเล่นเป็นครั้งคราว ส่วนโคลง กลอน สักวาของพ่อได้รับรางวัลที่ 1 – 3 อยู่ตลอดเวลา ที่บ้านจึงมีหนังสือพิมพ์อ่านฟรีหลายฉบับ


พ.ศ. 2491 คุณย่าเสีย พ่อจึงมีโอกาสเดินทางไปเขียนและปั้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพราะเห็นว่าไม่ไกลจากเพชรเท่าใดนัก สำหรับจังหวัดไกล ๆ พ่อไม่อยากไปเพราะเป็นห่วงบ้าน เมื่อว่างจากงานเขียน – ปั้นที่วัดก็มาเขียนภาพรามเกียรติ์ เขียนจากจินตนาการจากหนังสือรามเกียรติ์ของรัชกาลที่ 1 โดยถอดความออกมาเป็นโคลงได้ประมาณ 200 โคลง แล้วจึงถ่ายทอดจากโคลงเหล่านั้นออกมาเป็นภาพอีกทีหนึ่ง ภาพเขียนชุดนี้มีประมาณ 70 ภาพ พ่อได้นำไปเปิดแสดง One man show ที่บางกะปิแกลลอรี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2508 พระยาอนุมานราชธน เป็นประธานในพิธีในการเปิด พ่อจัดการทำบุญประจำปีและทำพิธีไหว้ครูในวันสงกรานต์ทุกปี วันนั้นลูกหลานจะไปร่วมพิธีพร้อมกัน พ่อมีหลาน 13 คน


พ.ศ. 2505 ท่านเจ้าคุณพ่อวัดสระเกศได้เดินทางไปพบพ่อที่เพชรบุรี ท่านไม่เคยเห็นพ่อมาก่อนแต่ในใจผลงานของพ่อจึงตามไปจนพบ ท่านได้แจ้งให้พ่อทราบว่าต้องการให้พ่อสร้างงานประติมากรรมเพื่อตกแต่งหน้าบันวัดสระเกศทั้งหมดแปดหน้าบันด้วยกัน ท่านไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นขอให้เป็นฝีมือของพ่อคนเดียวก็แล้วกัน เพียงไม่กี่นาทีก็ตกลงกันได้ พ่อได้ทำงานชิ้นนี้จนสำเร็จ ท่านเจ้าคุณพ่อวัดสระเกศต้องการให้พ่อเขียนผนังโบสถ์วิหารอีก แต่พ่อจำเป็นต้องหยุดพักชั่วคราวเนื่องจากปวดกระดูกข้อมือจับพู่กันไม่ถนัด ตั้งใจว่าถ้ามือหายเป็นปกติจะไปเขียนให้สำเร็จ


พ.ศ. 2510 ที่รัฐ Connecticut U.S.A. ได้จัดให้มีการประกวดภาพศิลปตะวันออกหลานชายได้นำภาพของพ่อภาพหนึ่งเข้าประกวดด้วย ภาพที่เข้าประกวดทั้งหมดมี 150 ภาพ ผลการตัดสินปรากฏว่า ภาพของพ่อได้รับรางวัลที่ 1 จาก Youth Artist Association of Fairfield


พ่อป่วยเนื่องจากท่อปัสสาวะทำงานไม่สะดวกจึงต้องทำการผ่าตัด วันจะไปผ่าตัดพ่อยังบ่นกับนางพยาบาลว่า ขึ้นบันไดเหนื่อยจริง ถ้ารู้อย่างนี้ผมไม่ยักแก่ นางพยาบาลหัวเราะตอบว่า คุณลุงนี้ยังอารมณ์สนุกนะคะยังงี้ไม่กี่วันก็หาย หลังจากผ่าตัดแล้ว 3 อาทิตย์ พ่อบ่นว่าเป็นห่วงแม่ จึงเดินทางมาพักฟื้นที่เพชรบุรี ระยะนี้พ่อรับประทานอาหารไม่ได้ร่างกายจึงอ่อนเพลียลงเรื่อย ๆ พ่อสิ้นอายุเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2515 เวลา 7.00 น.


สำหรับลูกคิดว่าตัวโชคดี ที่เกิดมาเป็นลูกคนเก่ง ทำให้พลอยมีหน้ามีตาไปด้วย แต่มานึกดูอีกทีก็เป็นเรื่องธรรมดา ใครก็ตามถ้าเขาฉลาดเหมือนพ่อ อยู่ในสิ่งแวดล้อมดีเหมือนพ่อเขาก็ย่อมทำได้เช่นเดียวกัน มิใช่ของยากเย็นอะไรในเมื่อมีพรสวรรค์อยู่ในมือแล้ว เรื่องยากคือการฝึกจิตบังคับใจ ธรรมดาแล้วคนเรามักจะอดหลงไหลตัวเองไม่ได้ ยิ่งมีดีอยู่ในตัวหลาย ๆ อย่างด้วยแล้ว มักจะเผลอลืมตัว สำหรับพ่อลูกยังไม่เคยเห็นพ่อมองข้ามหัวใคร หรือยิ้มเยาะใคร สิ่งนี้แหละที่ทำให้ลูกต้องนึกกราบไหว้พ่ออยู่ทุกวันคืน


ผลงานทางจิตรกรรมของนายพิน อินฟ้าแสง
1. ภาพเทพชุมนุมในวิหารวัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี (ผนังด้านทิศเหนือ)
2. ภาพเทพชุมนุมในวิหารวัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี (ผนังด้านทิศใต้)
3. ภาพมารผจญในวิหารวัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี
4. ภาพเขียนสีฝุ่นในวิหารวัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี
5. ภาพเขียนสีฝุ่นในวิหารวัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี
6. ภาพเขียนสีฝุ่นในวิหารวัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี
7. ภาพเขียนสีฝุ่นเรื่องรามเกียรติ์ในพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร


ผลงานทางประติมากรรมของนายพิน อินฟ้าแสง
1. ยักษ์เฝ้าทวารบาล บนพระปรางค์วัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี
2. ซุ้มประตูทางเข้าวัดมหาธาตุ และหน้าบันศาลาจังหวัดเพชรบุรี
3. หน้าบันวิหารวัดพลับพลาชัย ด้านทิศตะวันออก จังหวัดเพชรบุรี
4. หน้าบันวิหารวัดพลับพลาชัย ด้านทิศตะวันตก จังหวัดเพชรบุรี
5. หน้าบันโบสถ์วัดเกาะหลัก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
6. ลวดลายและภาพซึ่งเป็นส่วนประกอบของโบสถ์วัดเกาะหลัก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
7. ลวดลายและภาพซึ่งเป็นส่วนประกอบของโบสถ์วัดเกาะหลัก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
8. ลวดลายและภาพซึ่งเป็นส่วนประกอบของโบสถ์วัดเกาะหลัก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
9. ลวดลายและภาพซึ่งเป็นส่วนประกอบของโบสถ์วัดเกาะหลัก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
10. หน้าบันวัดคั่นกระได ด้านทิศตะวันออก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
11. หน้าบันวัดคั่นกระได ด้านทิศตะวันตก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
12. ซุ้มหน้าต่าง วัดคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (4 ซุ้ม)
13. ซุ้มประตูโบสถ์ วัดคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
14. หน้าบันวิหารหลวงพ่อโต วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร


ผลงานด้านสถาปัตยกรรมของนายพิน อินฟ้าแสง
ภาพตาลปัตร์ ปักเป็นรูปพระปรางค์ห้ายอด วัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งท่านพระครูแก้ววัดมหาธาตุ อนุญาตให้ถ่ายภาพไว้ เพื่อใช้แทนแบบแปลนพระปรางค์ซึ่งได้สูญหายไป แบบแปลนทั้งหมดที่สูญหายไป คือ 1. แปลนพระปรางค์วัดมหาธาตุ, 2. แปลนเมรุแบบต่าง ๆ, 3. แปลนบ้านทรงไทยและทรงอื่น ๆ, 4. แปลนศาลา


ผลงานด้านวรรณกรรมของนายพิน อินฟ้าแสง
เขียนคำประพันธ์ไว้มาก คำประพันธ์เหล่านี้ได้รับเลือกลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ได้นำผลงานเหล่านี้มาลงเป็นบางส่วนตามลำดับดังนี้ 1. วชิราวุธานุสรณ์, 2. ภูมิพลมหาราชสดุดี, 3. พ่อขุนรามคำแหงมหาราช, 4. ฉันท์ และกาพย์, 5. คำประพันธ์สิ่งละอันพันละน้อยของพ่อ ซึ่งนำมาเล่าในรูปของ คุณปู่คุยกับหลาน ๆ